คุณวิชญะ อยู่ดี (เก่ง กำแพงแสน)

คุณเก่ง

คุณวิชญะ อยู่ดี (เก่ง กำแพงแสน)

นักสะสมวัตถุมงคล

เก่ง กำแพงแสน เป็นนักสะสมวัตถุมงคลที่เชี่ยวชาญในสายกุมารทองอย่างหาตัวจับได้ยากที่สุดคนหนึ่ง เขาเป็นคนนครปฐมโดยกำเนิด เมื่อยังเด็ก พ่อของเขาซึ่งเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านหนึ่งของหลวงพ่อเต๋จะไปที่วัดหาหลวงพ่อทุกวัน และยังได้เคยพาเขาไปกราบหลวงพ่ออยู่หลายครั้งและเคยเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่างๆเกี่ยวกับหลวงพ่อเต๋ให้ได้ฟังอยู่เสมอๆ นอกจากนี้คุณเก่งเองยังเคยได้สัมผัสประสบการณ์ลี้ลับจากกุมารทองหลวงพ่อเต๋ด้วยตนเองหลายหน ทำให้เกิดเป็นความศรัทธาในตัวหลวงพ่อเต๋และวัตถุมงคลของท่านเป็นอย่างมาก

คุณเก่งได้ลำดับความทรงจำในวัยเด็กให้เราฟังว่า พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าบ่อยๆว่า หลวงพ่อเต๋เป็นพระที่มากด้วยเมตตาทั้งกับคนและสัตว์ ชอบช่วยเหลือ พูดน้อย ไม่เคยดุว่าหรือตีใคร เวลามีลูกศิษย์ลูกหามากราบท่าน ท่านก็จะเป็นห่วงเป็นใยไถ่ถามเสมอว่าทานข้าวแล้วหรือยัง และท่านก็จะกรุณาให้คนเตรียมอาหารไว้ให้ใครจะมากินก็ได้ หรือทอดกล้วยแขกกระทะใหญ่ๆไว้เลี้ยงคนที่มาที่วัด โดยรอบๆบริเวณวัดก็จะมีสัตว์มากมายหลายชนิด ชาวบ้านมักจะเอาวัวควายที่ช่วยชีวิตไว้มาถวายท่าน ท่านก็จะเลี้ยงไว้ในบริเวณวัด เวลาเย็นๆท่านก็จะเอาข้าวมาปั้นๆให้สุนัขและแมวกิน เป็นต้น โดยนิสัยส่วนตัวแล้วท่านเป็นคนที่มุ่งมั่น ทำอะไรทำจริงและจะต้องทำให้ดีที่สุดในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และ สาธารณประโยชน์อื่นๆ ท่านก็จะทำอย่างดี รวมไปจนถึงเรื่องการสร้างวัตถุมงคล ท่านจะมีความละเอียดละออในทุกๆขั้นตอนตั้งแต่การเลือกมวลสาร การตั้งพิธีกรรม จะต้องถูกต้องตามตำราทุกประการ “แม้แต่ใบอนุโมทนาบัตรหลวงพ่อท่านยังเสกให้เลย” คุณเก่งกล่าว พ่อของคุณเก่งเล่าให้ฟังว่าได้เคยไปดูขณะที่หลวงพ่อเต๋เสกกุมารอยู่ที่กุฏิของท่าน โดยท่านจะอนุญาตให้นั่งดูอยู่ห่างๆ ขณะที่ท่านบริกรรมคาถาท่านจะวางกุมารนอนไว้บนเสื่อ เมื่อดวงจิตของกุมารมาสถิตย์แล้วองค์กุมารก็จะตั้งขึ้นเอง

เกี่ยวกับประสบการณ์ลี้ลับที่คุณเก่งสัมผัสได้จากกุมารทองของหลวงพ่อเต๋ ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อคุณเก่งอยู่ประมาณ ป.3-ป.4 เมื่อพ่อของคุณเก่งได้รับกุมารทองรุ่นแรก บล็อคตาโปน มาจากมือของหลวงพ่อเต๋ แต่ด้วยความที่เกรงว่าภรรยาจะกลัวจึงไม่ได้บอกใครในบ้านเลย ในกลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่คุณเก่งนอนอยู่ในมุ้งกับพี่ๆน้องๆอีก 3 คน โดยมีเขานอนอยู่ริมสุด ก็มีเด็กผู้ชายอ้วนตัวขาวๆเปิดมุ้งมาชวนไปเล่นด้วย ในตอนแรกเขานึกว่าเป็นลูกน้องใหม่ของพ่อมาอยู่ที่บ้าน เขาลุกขึ้นมาเล่นด้วยจนดึกอยู่ถึง 3 คืน จนกระทั่งคืนที่ 4 เขารู้สึกง่วงมากจึงปฏิเสธไม่ยอมตื่นมาเล่นด้วย แต่เด็กอ้วนคนนั้นไม่ละความพยายาม ด้วยความที่เริ่มโมโหก็เลยลุกขึ้นมาต่อยกับเด็กคนนั้นจนมุ้งกระจัดกระจาย เหตุการณ์นี้อยู่ในสายตาของแม่คุณเก่งซึ่งมองผ่านช่องหน้าต่างในห้องเข้ามาเห็นเข้าพอดี จึงพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้ วันรุ่งขึ้นแม่ของคุณเก่งไปถามพ่อว่าเอาอะไรเข้ามาในบ้านหรือเปล่า พ่อของคุณเก่งจึงได้เล่าให้ฟัง แม่ของคุณเก่งจึงได้เล่าเหตุการณ์ที่เห็นเมื่อคืนให้พ่อคุณเก่งฟังและให้นำกุมารทององค์นั้นกลับไปคืน และในภายหลังเพื่อนข้างบ้านก็ยังมาเล่าให้ฟังอีกว่าได้ยินเสียงเหมือนเด็กวิ่งบนพื้นไม้กระดานดังมาจากที่บ้านคุณเก่งทั้งคืน วันต่อมาพ่อและแม่ของคุณเก่งนำกุมารทององค์นั้นกลับไปคืนหลวงพ่อพร้อมกับเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง หลวงพ่อได้ยินก็หัวเราะ ขณะเดียวกันนั้นมีคนสิงคโปร์ที่มากราบหลวงพ่อนั่งอยู่ข้างๆรีบขอทำบุญรับเอากุมารทององค์นั้นไปทันที

คุณเก่งได้เสริมให้เราฟังว่า กุมารทองของหลวงพ่อเต๋ไม่ได้เพิ่งมาเป็นที่นิยมกันในหมู่ชาวต่างชาติ แต่ตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อเต๋ยังมีชีวิตอยู่ก็มีชาวสิงคโปร์ มาเลเซีย มากราบหลวงพ่อขอทำบุญไปเลี้ยงกันมากแล้ว ปัจจุบันบ้านที่อยู่ละแวกอำเภอกำแพงแสนที่ยังมีกุมารแท้ๆของหลวงพ่อเต๋บูชา มีไม่เกิน 3-4 บ้านเท่านั้น “ของแท้ออกไปอยู่ต่างประเทศหมดแล้ว”

ต่อมา หลวงพ่อเต๋ได้มอบกุมารทองมาให้อีกองค์เป็นรุ่น 2 ให้ชื่อว่า “พี่ยอดชาย” หลวงพ่อกล่าวสำทับว่ารุ่นนี้ไม่ไปแกล้งลูกแน่นอน แม่ของเขาจึงยอมรับมา หลังจากนั้นพ่อและแม่ของคุณเก่งก็ทำมาค้าขายคล่อง มีเงินซื้อที่ซื้อทาง ชีวิตก็เริ่มดีขึ้นๆเรื่อยๆ จนเปิดกิจการร้านทอง วันหนึ่งขณะที่พ่อของเขาเดินทางไปสั่งทองมาขาย แม่ของเขาเฝ้าที่ร้านเพียงลำพัง ได้มีโจรบุกเข้ามาปล้น โกยทองในตู้ไปได้จำนวนมาก บังเอิญขณะนั้นมีเพื่อนบ้านชื่อพี่เล็ก ซึ่งปรกติแล้วในเวลานั้นพี่เล็กจะออกไปที่ไร่อ้อยของแก แต่ในวันนั้นแกกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านและมีปืนพก 11 มม.อยู่กับตัวพอดี พี่เล็กยกปืนขึ้นยิงไปที่มือของโจร ทำให้ทองทั้งหมดตกลงตรงพื้นหน้าบ้าน และโจรก็รีบหนีไปโดยไม่ได้ของไปแม้แต่ชิ้นเดียว ซึ่งปัจจุบัน “พี่ยอดชาย” ก็ได้ตกทอดมาอยู่กับคุณเก่งจนถึงทุกวันนี้

ด้วยความที่เป็นคนสนใจเรื่องกุมารทอง ของที่ไหนว่าดีว่าดัง คุณเก่งก็จะไปเสาะแสวงหามา “…แต่กุมารตั้งแต่เลี้ยงมา เจอมาหลายวัด สัมผัสมาเยอะ สุดท้ายที่พลังบริสุทธิ์ใสๆเลยจริงๆก็คือกุมารวัดสามง่ามนี่แหละ เป็นพลังบุญล้วนๆ เรื่องนี้ศิษย์หลวงพ่อลิงดำซึ่งฝึกมโนมยิทธิเคยกล่าวไว้ว่า ‘กุมารทองของหลวงพ่อเต๋ไม่ใช่เอาวิญญาณผีมาทำ แต่ท่านได้เสกให้เป็นเทวดาหมดแล้ว’ และก็ไม่ได้ช่วยเรื่องค้าขายอย่างเดียว แต่ยังคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภยันตรายอีกด้วย”

จากที่สัมผัสกับพลังของกุมารทองมาเยอะ คุณเก่งได้ให้ความรู้กับเราว่า ถ้าใครสัมผัสได้ จะทราบว่าดวงจิตของกุมารแต่ละดวงที่หลวงพ่อท่านใส่ไว้ที่กุมารแต่ละองค์จะไม่เหมือนกัน และหลวงพ่อก็จะตั้งชื่อให้เหมาะกับนิสัยของกุมารแต่ละองค์ด้วย  อย่างเช่น “พี่ยอดชาย” ก็จะเรียบร้อย ใจดี ช่วยเรื่องค้าขายดี บางองค์ที่นิสัยบู๊ๆ อย่างเช่น “ขุนศึก” กับ “ขุนพล” ที่คุณเก่งเคยเช่ามาจากหลวงพี่ที่บวชอยู่ที่จ.กาญจนบุรี ท่านเล่าให้คุณเก่งฟังว่า เดิมแม่ของท่านล่องเรือค้าขายผัก ฐานะยากจน หลวงพ่อเต๋ได้ทราบก็สงสาร จึงให้กุมาร 2 องค์นี้มาบูชาและใช้ปากกาเมจิกเขียนที่ฐานตั้งชื่อมาให้เรียบร้อย กุมาร 2 องค์นี้จะชอบของเล่นเป็นปืน เป็นรถถัง ซึ่งต่างกับองค์อื่นๆที่คุณเก่งเคยเลี้ยงไว้ วันหนึ่งมีคนจีนจะมาขอเช่า เขาก็คิดว่าจะปล่อยเช่า “ขุนศึก” ไป ขณะที่คนจีนคนนั้นมาดูกุมารที่ร้าน เขาจับองค์ “ขุนศึก” ห้อยหัวเล่น แถมยังพูดว่า “ไม่สวยเลย” นอกจากนี้ยังพูดจาทะลึ่งเสียงดังอีก สักพักคนเหล่านี้ก็จะกลับ รถแท็กซี่คันที่มาส่งกลับเสียสตาร์ทไม่ติด ปรากฎว่ากระบอกคลัชแตกน้ำมันรั่วหมด คุณเก่งจึงช่วยตามช่างแถวนั้นมาซ่อมให้แล้วก็ปิดร้านแยกย้ายกลับบ้านไป ชาวต่างชาติกลุ่มนี้เลยต้องนั่งตากแดดร้อนเปรี้ยงรอจนกว่ารถจะซ่อมเสร็จกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งคุณเก่งเชื่อว่านี่เป็นเพียงการสั่งสอนเบาๆจาก “ขุนศึก” เท่านั้น

สุดท้ายนี้ คุณเก่งได้ทิ้งท้ายไว้กับเราว่า “ต่อไปคนไทยถ้าอยากเห็นกุมารของหลวงพ่อเต๋ อาจต้องไปดูที่เมืองนอกแล้ว เพราะถ้าไปอยู่เมืองนอกแล้วโอกาสที่จะกลับมาแทบจะเป็นศูนย์ เพราะคนต่างชาติเห็นคุณค่า

พวกคนจีนทำการค้าขาย เอาไปบูชาแล้วดีก็บอกกันปากต่อปาก เค้าถึงได้เข้ามารับไปตั้งแต่สมัยหลวงพ่อเต๋ยังอยู่ ไม่ได้เพิ่งจะมาฮิตตามดารากันเมื่อเร็วๆนี้”

 

เครดิต : www.luangportae.com