ประวัติโดยสังเขป

scan1
หลวงพ่อเต๋ คงทอง แห่งวัดสามง่าม นครปฐม พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือถึงความสามารถในการสร้างตุ๊กตาทอง หรือที่ทุกวันนี้เรานิยมเรียกกันว่า “กุมารทอง” ที่มีฤทธิ์มากเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ที่บูชามานักต่อนักแล้ว โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีนฮ่องกงที่สะสมวัตถุมงคลแล้ว หลวงพ่อเต๋เป็นพระเกจิ 1ใน 3 รูป ที่คนฮ่องกงให้ความเคารพนับถือสูงที่สุด อันได้แก่ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส และหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม เพราะผู้ที่บูชามักจะได้พบเห็นประสบการณ์เหนือคำอธิบาย และต่างรับรู้ได้ถึงพลังพิเศษที่คอยปกปักรักษาคุ้มภัย หรือ ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์ต่างๆตามที่ผู้บูชาอธิษฐาน

แต่สำหรับชาวนครปฐมแล้ว โดยเฉพาะชาวบ้านที่มีบ้านเรือนในละแวกวัดสามง่าม จะทราบเป็นอย่างดีว่า หลวงพ่อเต๋คือพระสงฆ์ที่ควรค่าแก่ความเคารพศรัทธาและกราบไหว้อย่างแท้จริง เนื่องจากเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ชาวบ้านต่างได้เห็นวัตรปฏิบัติของท่านที่เปี่ยมด้วยความเมตตาปราณีทั้งกับคนและสัตว์ และยังได้รับความกรุณาจากพระเดชพระคุณท่านตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่และยังประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน ดังปรากฎเป็นถาวรวัตถุมากมายภายในวัดและบริเวณใกล้เคียง อาทิโรงเรียน โรงพยาบาล วัด รวมไปถึงสถานที่ราชการต่างๆ ทำให้ชาวบ้านได้เข้าถึงการศึกษาและการสาธารณสุขที่ดีดังเช่นในท้องถิ่นที่เจริญแล้วอื่นๆ ดังนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ชนรุ่นหลังจะได้ทราบถึงประวัติชีวิตของท่าน เพื่อเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดีงามต่อไป

ชีวิตในวัยเด็ก

หลวงพ่อเต๋ คงทอง เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2434  ถ้านับตามจันทร์คติ คือ วันจันทร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ ซึ่งตรงกับประมาณกลางรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านเกิดในครอบครัวที่มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอดอนตูม ประกอบไปด้วย โยมบิดา มารดา และ พี่น้องอีก 7 คน มีชาย 3 คน หญิง 4 คน โดยท่านเป็นบุตรคนที่ 5 ของครอบครัว

ในวันหนึ่งเมื่อท่านอายุได้ 7 ปี (พ.ศ.2441) หลวงลุงแดงซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัดกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร และเป็นลุงแท้ๆของหลวงพ่อเต๋ได้มาเยี่ยมครอบครัวของท่านที่บ้านสามง่าม หรืออำเภอสามง่ามในปัจจุบัน หลวงลุงแดงได้ชวนให้หลวงพ่อเต๋เมื่อวัยเยาว์นั้นไปอยู่ที่วัดกาหลงด้วยกัน เพื่อได้เล่าเรียนเขียนอ่าน ท่านจึงได้ตามไปอยู่กับหลวงลุงแดงเป็นเวลาประมาณ 3 ปี ในระหว่างนั้นหลวงพ่อเต๋ได้ศึกษาเล่าเรียนจนสามารถเขียนอ่านได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงได้ศึกษาธรรม และมนต์วิชาไปด้วยพร้อมๆกัน เนื่องจากหลวงลุงแดงเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในพุทธาคมและมีชื่อเสียงทางด้านเมตตามหานิยม และคงกระพันชาตรีมากรูปหนึ่งในสมัยนั้น

หลังจาก 3 ปีนั้นท่านก็ได้กลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง หลวงลุงแดงได้ชวนหลวงพ่อเต๋ในวัย 10 ขวบไปช่วยกันสร้างวัดขึ้นที่บ้านดอนตูม แต่ต่อมาหลวงลุงแดงเห็นว่าชัยภูมิของวัดแห่งนี้ไม่ค่อยเหมาะสมนักเพราะการเดินทางไปมามีความทุรกันดารอยู่มาก จึงได้ย้ายวัดจากที่บ้านดอนตูมมาสร้างใหม่ที่หมู่บ้านสามง่ามในปีพ.ศ. 2447 ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามวัดจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ว่า “วัดอรัญญิการาม” แต่คนทั่วไปก็ยังคงนิยมเรียกกันว่า “วัดสามง่าม”

บรรพชา

  จนกระทั่งปี พ.ศ. 2449 ท่านมีอายุ 15 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่กับหลวงลุงแดงเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติม หลวงพ่อเต๋ได้เคยกรุณาเล่าว่า หลังจากที่ท่านบวชเป็นสามเณรแล้ว ต้องมีกิจวัตรมากขึ้น และต้องมีความสำรวมระวังมากเนื่องจากหลวงลุงแดงท่านเข้มงวดเรื่องวินัยมาก ในเรื่องของการศึกษาหลวงลุงแดงก็สอนให้หมั่นฝึกฝนอยู่แทบทุกลมหายใจ ดังที่ท่านเคยเล่าไว้ว่า “หลวงลุงแดงให้เสกไปทุกอย่าง” ซึ่งนอกจากจะเป็นการทบทวนวิชาที่ท่านได้เรียนไปแล้ว ยังเป็นการฝึกจิตให้มีสติและสมาธิอยู่เป็นนิจอีกด้วย 

จวบจน พ.ศ. 2454 หลวงพ่อเต๋มีอายุย่างเข้า 21 ปี จึงได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูอุตตรการบดี (หลวงพ่อทา)  วัดพะเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์เทศ วัดทุ่งผักกูด เป็นพระกรรมวาจาจารย์  และพระอธิการจอม วัดลำเหย เป็นพระอนุสาวนาจารย์  โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า คงทอง ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนเป็น คงคสุวัณโณ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคุ้นเคยกับการเอ๋ยนามท่านว่าหลวงพ่อเต๋ คงทอง มากกว่า เพียงต่อมาไม่นานหลวงลุงแดงก็ได้มรณภาพลง ซึ่งก่อนท่านจะจากไปหลวงลุงก็ได้บอกฝากวัดให้หลวงพ่อเต๋ช่วยดูแลต่อไปด้วย

เพิ่มพูนวิชา

ในช่วงแรกของชีวิต หลวงลุงแดงซึ่งนอกจากจะเป็นลุงแท้ๆแล้ว ยังเป็นครูคนสำคัญผู้ปูพื้นฐาน อบรม ขัดเกลา สร้างรากฐานที่ดีให้แก่หลวงพ่อเต๋ในการเพิ่มพูนสรรพวิชาความรู้ต่างๆของท่านในช่วงเวลาต่อมา หลังจากที่หลวงพ่อเต๋ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านก็ได้ไปอยู่กับพระอุปัชฌาย์ของท่าน คือหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เชี่ยวชาญทางสมถกรรมฐาน ผู้คนเคารพนับถือเป็นที่เกรงกลัว เนื่องจากท่านได้ชื่อว่าเป็นพระที่ดุมากรูปหนึ่ง หลวงพ่อเต๋ได้ฝึกฝนกรรมฐาน ตลอดจนพุทธาคมต่างๆ เมื่อหลวงพ่อทาจะออกธุดงค์ก็จะให้หลวงพ่อเต๋ตามไปด้วยเสมอๆ

ต่อเมื่อสิ้นหลวงพ่อทา หลวงพ่อเต๋จึงได้ไปศึกษาหาวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อแช่ม ที่วัดตาก้อง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดพะเนียงแตกออกไปประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งที่วัดแห่งนี้ก็เป็นสำนักที่มีชื่อเสียงทางกรรมฐานอีกแห่งหนึ่ง หลวงพ่อแช่มนับได้ว่าเป็นพระอริยสงฆ์ที่มีอภิญญาสูงรูปหนึ่ง ได้เคยแสดงปาฏิหารย์เป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่สมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ ว่ากันว่าหลวงพ่อสามารถใช้สมาธิจิตย่นย่อระยะทางได้ หรือแม้กระทั่งหยุดรถไฟหยุดเรือรบได้ เป็นต้น

พระสงฆ์ในสมัยก่อนหากอยากมีวิชาก็จะไปอาศัยอยู่ในสำนักของเกจิอาจารย์เก่งๆเป็นเวลานานๆ หรือออกธุดงค์ไปแสวงหาพระอริยสงฆ์ผู้ทรงฌาณที่อยู่ตามต่างจังหวัด หลวงพ่อเต๋ซึ่งเป็นผู้มีนิสัยใฝ่รู้ก็เช่นกัน ท่านเริ่มออกธุดงค์ระหว่าง พ.ศ. 2455 – 2472 รวมเวลากว่า 17 ปี  และได้เรียนวิชาจากครูอาจารย์อีกหลายท่าน อาทิ หลวงพ่อกอน วัดบ่อตะกั่ว  อาจารย์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ชาวเขมร ครูอาจารย์ทางจังหวัดพิจิตร และยังมีครูอาจารย์อีกหลายรูป ระหว่างที่ท่านเดินธุดงค์ เป็นต้น กล่าวถึงท่านอาจารย์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ชาวเขมรนั้น ไม่เป็นที่ปรากฎในหลักฐานว่าท่านมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร แต่ท่านถือว่าเป็นครูอาจารย์คนสำคัญอีกท่านหนึ่งซึ่งหลวงพ่อเต๋ให้ความเคารพเป็นอย่างมาก อาจารย์ท่านนี้มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชาวบ้านว่ามีความแก่กล้าในวิชาไสยเวทย์ เล่ากันว่าในอดีตท่านเคยเป็นแม่ทัพเขมร แต่ออกจากราชการในสมัยฝรั่งเศสเข้ามายึดครองแล้วจึงลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง โดยพักอาศัยอยู่ที่บริเวณเขาตะลุง จังหวัดกาญจนบุรี หลวงพ่อเต๋ได้เดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงเข้าไปพบท่านเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ และได้อยู่ศึกษาวิชาอาคมกับครูเขมรท่านนี้อยู่เป็นเวลานาน ครูเขมรท่านถึงกับได้ถวายตำราและเศียรฤาษีปู่ครูให้หลวงพ่อเต๋เก็บรักษาไว้ ซึ่งหลวงพ่อเต๋ท่านได้ให้ความเคารพฤาษีปู่ครูเป็นอย่างสูง และกล่าวสรรเสริญครูเขมรของท่านอยู่เป็นนิจ เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตก็จะจัดพิธีไหว้ครูเป็นประจำทุกปีไม่ได้ขาด

อาคมเข้มขลัง

จากการที่หลวงพ่อเต๋ คงทอง ได้สั่งสมสรรพวิชาความรู้จากการเล่าเรียนจากเกจิอาจารย์ท่านต่างๆมาเป็นเวลานาน ผนวกกับความที่ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีเมตตาและความมุ่งมั่นสูง หากคิดจะทำอะไรแล้วต้องทำจริงและทำให้ดีที่สุด จึงทำให้วัตถุมงคลต่างๆที่ท่านสร้างขึ้นมามากมายตลอดช่วงเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นมีประสบการณ์เข้มขลังเป็นที่เลื่องลือทั้งในและต่างประเทศ ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นกุมารทอง ซึ่งเป็นที่ต้องการของนักนิยมวัตถุมงคลแทบทุกคน ซึ่งหากกล่าวถึงผงพรายกุมารในประเทศไทย มีเกจิอาจารย์ที่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นสุดยอดปรมาจารย์ในการสร้างอยู่ 2 รูป รูปหนึ่งคือ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จังหวัดระยอง ผู้สร้างพระขุนแผนผสมผงพรายกุมาร ให้เป็นที่โด่งดังในปี 2517 และอีกรูปก็คือหลวงพ่อเต๋ คงทอง นั่นเอง โดยหลวงพ่อเต๋นั้นได้เริ่มสร้างพระผสมผงพรายกุมาร เมื่อราวปี 2484 จึงนับได้ว่าท่านเป็นเกจิอาจารย์องค์แรกๆในประเทศไทย ที่มีความเอกอุเรื่องการสร้างวัตถุมงคลผสมผงกระดูกผี (ผงพราย) แม้แต่เกจิอาจารย์ด้วยกันอย่างหลวงปู่ทิมก็ยังนับถือในความสามารถของท่าน ดังมีเรื่องเล่าในหมู่ลูกศิษย์หลวงพ่อสาคร ซึ่งเป็นหนึ่งในศิษย์เอกของหลวงปู่ทิมว่า หลวงปู่ทิมท่านเคยแนะนำให้หลวงพ่อสาครไปเรียนวิชาผงพรายกับหลวงพ่อเต๋เพิ่มเติม รวมถึงหนังสือขุนแผนพรายกุมาร หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ก็ยังกล่าวถึงหลวงพ่อเต๋อย่างให้เกียรติอีกด้วย

โดยกรรมวิธีในการปลุกเสกของหลวงพ่อเต๋จะใช้ผงกระดูกในการตั้งธาตุผสมกับมวลสารศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ซึ่งการตั้งธาตุนั้นเพื่อให้เกิดเป็นดวงวิญญาณที่มีจิตใจขึ้นมา โดยจิตที่เกิดขึ้นมานี้จะคงอยู่ได้นานกว่าการเชิญวิญญาณมาสถิตย์ จากข้อมูลที่สืบทราบจากศิษย์ใกล้ชิดและคนเก่าคนแก่ของวัดในยุคนั้น การนำกระดูกมาใช้เป็นมวลสารของท่านนั้นต้องมีพิธีการและมีการขออนุญาตเจ้าของเป็นเรื่องเป็นราว โดยกระดูกเหล่านี้นำมาจากเชิงตะกอนเผาศพ หากเป็นศพมีญาติหลวงพ่อจะทำการขอจากญาติเจ้าของศพก่อนแล้วจึงมาสื่อวิญญาณกับผู้ตายเพื่อขออนุญาตอีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะนำมาทำพิธีพลีกระดูกคนตาย เพื่อเป็นการสร้างบุญให้เจ้าของกระดูก ภายหลังหลวงพ่อมีวัดในการปกครองของท่านหลายแห่ง เช่น วัดลำลูกบัว วัดแหลมมะเกลือ วัดทุ่งสีหลง วัดตะโกสูง ฯลฯ วัดเหล่านี้ก็ทยอยส่งกระดูก ขี้เถ้าที่ตกหล่นอยู่ในเมรุเผาศพมาไว้ให้หลวงพ่อใช้ทำมวลสาร โดยในวัตถุมงคลยุคแรกๆ เช่น กุมารรุ่นหนึ่ง หรือขุนแผนกระดูกผี (ขุนแผนอินโดจีน รุ่นหนึ่ง) จะเห็นกระดูกเป็นชิ้นๆเนื่องจากตำไม่ละเอียดนัก ทำให้ไม่เป็นที่นิยมในสมัยนั้นเพราะลูกศิษย์ไม่กล้าใช้ ดังนั้นในรุ่นต่อๆมาท่านจึงให้บดละเอียดจนเป็นผง วัตถุมงคลของหลวงพ่อเต๋ที่มีส่วนผสมของผงกระดูกผี นอกจากกุมารทองและขุนแผนอินโดจีน รุ่นหนึ่งแล้ว ก็จะมีพระเนื้อดินหลังตอก พระรูปเหมือนพิมพ์ห่มคลุม และนางกวัก

การปลุกเสกตั้งธาตุในแบบฉบับของหลวงพ่อเต๋ต้องใช้พลังจิตสูงมาก โดยท่านจะกำหนดฤกษ์ยามด้วยตนเอง จากบันทึกและคำบอกเล่าของศิษย์ในสมัยนั้นเล่าว่า หลวงพ่อจะปลุกเสกเดี่ยวในช่วงเวลากลางคืน บางครั้งท่านก็จะอนุญาตให้ศิษย์นั่งดูอยู่ห่างๆได้ โดยหลวงพ่อจะนั่งอยู่บนเสื่อและวางกุมารนอนไว้ เมื่อปลุกเสกจนมีดวงจิตแล้วกุมารก็จะลุกตั้งขึ้นเองจนครบก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

ศีลาจารวัตร

หลวงพ่อเต๋เป็นพระภิกษุที่มีศีลาจารวัตรงดงามและมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  ท่านสวดมนต์ภาวนา เจริญพรหมวิหารสี่เป็นนิจ อยู่ในศีลสมาธิ รักสงบ ไม่เจรจาหยาบคาย ไม่ดุด่าเฆี่ยนตีไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ และชอบช่วยเหลือผู้คน จากการบอกเล่าของศิษย์รุ่นเก่าๆที่ทันหลวงพ่อเต๋ต่างกล่าวตรงกันว่าหลวงพ่อเป็นพระที่มีเมตตาสูง มีความสุขุม พูดน้อยและสุภาพมาก ท่านจะไม่พูดจามึงกูหรือคำหยาบใดๆทั้งสิ้น ส่วนใหญ่เวลามีลูกศิษย์มากราบท่าน ท่านก็จะถามทุกข์สุขและยินดีรับฟังเรื่องของญาติโยมเสมอ หากใครมีกิจขอให้ท่านทำอะไรท่านก็จะทำให้ทันที  หากมีเด็กๆที่ติดตามไปกับพ่อแม่ หลวงพ่อก็จะเป่ากระหม่อมให้ และแจกตะกรุดเส้นเล็กๆ บางทีก็เป็นขนมหรือผลไม้เป็นของขวัญ ความเมตตาของท่านยังเผื่อแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลาย หลวงพ่อเต๋เป็นผู้ที่รักสัตว์มาก ท่านเลี้ยงสัตว์มากมายภายในบริเวณวัดตั้งแต่วัว ไก่ นก หมู แมว สุนัข พอตกเย็นท่านก็จะนำอาหารไปให้สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ได้กินกัน

ด้วยอุปนิสัยของท่านเช่นนี้ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่คนรัก แม้แต่หลวงพ่อทา วัดเพนียงแตก พระอุปัชฌาย์ของท่าน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นพระที่ดุมาก ยังให้ความเอ็นดูหลวงพ่อเต๋เป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งท่านจะตั้งหลวงพ่อเต๋เป็นเจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะตำบล เมื่อหลวงพ่อเต๋ทราบก็หลบเข้าป่าไปไม่อยู่พบหลวงพ่อทาเนื่องด้วยไม่ต้องการในทางลาภยศ หลวงพ่อทาโมโหมาก จึงเดินทางมาหาหลวงพ่อเต๋อีกครั้งด้วยตนเองและเตรียมจะเฆี่ยนกันทีเดียว แต่ในที่สุดเมื่อได้พบกันท่านก็ลืมธุระที่จะมาหาหลวงพ่อเต๋ กลายเป็นพูดคุยเรื่องอื่นสนุกสนานไป หรือหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง ที่ถือว่าเป็นพระที่เข้าหายากแล้ว ก็ยังเป็นคู่หูเดินธุดงค์ไปด้วยกันได้

ในยุคสมัยของหลวงพ่อเต๋นั้นยังมีโจรผู้ร้ายชุกชุมอยู่มาก แต่ด้วยเมตตาบารมีของท่านจึงทำให้ชาวบ้านรวมถึงท่านเองรอดพ้นภัยมาหลายครั้ง อีกทั้งยังสามารถทำให้เหล่าโจรกลับใจอีกด้วย ดังเช่นเมื่อครั้งที่ท่านออกธุดงค์และได้ไปพักที่จังหวัดพิจิตร มีคนถวายเงินก้อนหนึ่งให้ท่านเอาไปสร้างวัด โจรรู้เข้าก็ไปขู่ท่านเอาเงิน หลวงพ่อเต๋จึงพูดกับโจรว่า ‘เงินเล็กน้อยเขาให้ไปสร้างกุฏิ เมื่อเอาไปแล้วพระก็ไม่มีกุฏิอยู่’  เพียงเท่านั้นโจรก็เกิดศรัทธาล้มเลิกความตั้งใจแถมยังเอาเงินที่ตนมีอยู่ถวายสมทบไปอีกด้วย เมื่อพวกโจรอาบน้ำมนต์แล้วเสร็จก็ลาจากไป อีกเหตุการณ์หนึ่งมีชาวหมู่บ้านสระพังถูกโจรปล้นทั้งหมู่บ้านจนชาวบ้านอยู่ไม่ได้ ต้องทิ้งบ้านเรือนไปอยู่ที่อื่น จะขายบ้านให้ใครก็ไม่มีใครกล้าซื้อรื้อถอน ชาวบ้านบางคนจึงไปบอกขายให้หลวงพ่อเต๋ ท่านจึงได้รับซื้อไว้และส่งขบวนเกวียนไปรื้อเพื่อนำมาปลูกกุฏิที่วัด พวกโจรเห็นขบวนเกวียนก็เข้ายึดไว้ พอดีว่าหลวงพ่อเดินทางไปทันขบวนเกวียน พวกโจรเห็นหลวงพ่อก็พากันกราบไหว้ขอของดี แล้วช่วยหลวงพ่อรื้อถอนไม้และขนขึ้นเกวียนจนเรียบร้อยแทน และอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นที่วัดสามง่าม มีพวกเสือโจร 20 กว่าคนมาซุ่มอยู่ที่ป่าช้าหลังวัด โดยมีแผนว่าจะไปปล้นตลาดเกาะแรต เมื่อหลวงพ่อรู้เรื่องนี้เข้าก็ให้จัดเลี้ยงพวกโจรเหล่านี้อย่างอิ่มหนำสำราญ ตัวหัวหน้าได้เข้ามากราบหลวงพ่อเพื่อแสดงความขอบคุณ ท่านจึงขอบิณฑบาตรโจรทั้งหมดให้เป็นลูกศิษย์พระเสีย ทั้งหมดก็ยอมถวายตัวเป็นลูกศิษย์แต่โดยดี หลวงพ่อยังได้กรุณาให้ของขลังแก่ทุกคน ทำให้เสือโจรเลิกล้มแผนการปล้นไป ชาวบ้านจึงรอดพ้นภัยไปได้อีกครั้งหนึ่ง

พระนักพัฒนา

ภายหลังจากที่ท่านได้ออกธุดงค์ไปเป็นเวลากว่า 17 ปี ท่านได้กลับมาจำวัดที่วัดสามง่าม จนปีพ.ศ. 2475 หลวงพ่อเต๋อายุได้ 40 ปี พรรษาที่ 20 ท่านได้รับแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดนครปฐมให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่าม และในปีถัดมาท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะหมวด หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าเจ้าคณะตำบล มีอำนาจปกครองวัดต่างๆที่ขึ้นอยู่ในเขตปกครอง

อันที่จริงแล้วหลวงพ่อเต๋เป็นพระที่มิได้มีความปรารถนาในทางยศถาบรรดาศักดิ์แม้แต่น้อย แต่ด้วยความที่ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ และมุ่งสร้างประโยชน์แก่วัดและชุมชนโดยมิเห็นแก่ความยากลำบาก ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านนำพระและชาวบ้านเข้าป่าเพื่อไปหาไม้มาสร้างวัด สร้างโรงเรียน เนื่องจากในสมัยก่อนวัสดุในการก่อสร้างไม่ได้หาซื้อได้สะดวกเช่นทุกวันนี้ การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนจำเป็นที่จะต้องเข้าป่าเป็นเวลาแรมเดือน ผจญภยันตราย ทั้งจากสัตว์ป่าอาทิ ช้างป่า เสือ โจรผู้ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ เพื่อให้ได้ไม้มาใช้ในการก่อสร้าง อีกทั้งท่านยังเป็นพระที่มีศีลที่งดงามเปี่ยมด้วยความเมตตาแก่ญาติโยมทุกชนชั้นวรรณะเท่าเทียมกัน จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาทั้งในหมู่สงฆ์และชาวบ้านโดยทั่วไป คณะสงฆ์จึงเห็นเหมาะที่จะถวายตำแหน่งให้ท่าน เพื่ออาศัยท่านเป็นหลักยึดเหนี่ยวและเป็นกำลังของพระพุทธศาสนาสืบไป

งานของหลวงพ่อเต๋ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ในวัดเท่านั้น ท่านเป็นผู้ที่มองการณ์ไกลเห็นความสำคัญของการศึกษา และคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ท่านจึงได้สร้างถาวรวัตถุเพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์มากมาย อาทิ โรงเรียนประถมและมัธยม คงทองวิทยา ที่มีมาตรฐานในการสอนจนกระทั่งชาวบ้านจากจังหวัดใกล้เคียงก็ยังส่งบุตร