พระครูอุตรการบดี (หลวงพ่อทา โสณุตตโร วัดพะเนียงแตก)

พระครูอุตรการบดี (หลวงพ่อทา โสณุตตโร วัดพะเนียงแตก)

P6232215_r-e1469178885812-238x300

หลวงพ่อทา โสณุตตโร หรือที่มีผู้เรียกขานนามท่านว่า “หลวงพ่อเสือ” บ้าง “หลวงพ่อพะเนียงแตก” บ้าง  มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2366-2462 ตรงกับช่วงต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เชื้อสายของท่านไม่ระบุหลักฐานเป็นที่แน่ชัด บ้างก็ว่าบิดามารดาท่านเป็นชาวเวียงจันทร์ ที่มาตั้งถิ่นฐาน ณ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี บ้างก็ว่ามีเชื้อสายรามัญ อยู่ที่บ้านหนองเสือ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

เมื่อท่านอายุได้ประมาณ 6 ปี บิดามารดาของท่านนำไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่าน และอบรมบ่มนิสัยที่วัดโพธาราม จ.ราชบุรี ตามแบบฉบับวิถีชีวิตของคนไทยโบราณที่นิยมส่งลูกหลานไปศึกษาเล่าเรียนกับพระสงฆ์ และต่อมาท่านก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเดียวกันนี้ พออายุ 20 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่ วัดบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น ภายหลังอุปสมบท ท่านได้ศึกษาภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาขอม จนแตกฉาน  ทั้งยังได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและพระเวทย์วิทยาคมจนเชี่ยวชาญ

เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม หลวงพ่อทาได้กราบลาพระอาจารย์ออกธุดงค์ผ่านป่าเขาเป็นระยะทางไกล ใช้เวลาเป็นสิบๆปี ท่านเดินธุดงค์ไปกราบรอยพระพุทธบาทสระบุรี เลยไปทางแถบอีสาน ข้ามไปถึงฝั่งเขมร ทางภาคตะวันตกท่านได้ข้ามไปถึงฝั่งพม่าเพื่อนมัสการพระมหาเจดีย์ชเวดากอง การธุดงควัตรของท่านทำให้ท่านได้ฝึกสมาธิจิตจนบรรลุฌานขั้นสูง และระหว่างทางท่านก็ได้พบครูบาอาจารย์ผู้มีวิชาแก่กล้าที่บำเพ็ญพรตตามป่าเขา ท่านก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์เรียนรู้วิชาทางไสยเวทย์ไปด้วย เวลาผ่านไปจนหลวงพ่อทามีอายุล่วงเข้า 51 ปี ท่านก็เดินทางกลับมาบริเวณถิ่นฐานบ้านเกิดของท่าน ระหว่างทางท่านได้ผ่านมาทางตำบลพะเนียงแตก ซึ่งปัจจุบันคือตำบลมาบแค จ.นครปฐม ได้มาพบวัดเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของคลองพะเนียงแตก เล่ากันว่าเดิมที่ดินบริเวณนี้เคยมีพระธุดงค์รูปหนึ่งชื่อสุขมาปักกลดอยู่ ชาวบ้านเห็นแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงร่วมกันสร้างเป็นสำนักสงฆ์แล้วนิมนต์หลวงพ่อสุขเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก หลวงพ่อทาเห็นว่าที่บริเวณนี้ดูวิเวกเหมาะแก่การเจริญภาวนาจึงตัดสินใจปักกลดลง ช่วงเวลาที่หลวงพ่อทามาถึง วัดนี้ได้ร้างเจ้าอาวาสมานานแล้ว ชาวบ้านซึ่งเกิดความเลื่อมใสในหลวงพ่อทา จึงนิมนต์ท่านให้จำพรรษาที่วัดแห่งนี้เป็นการถาวรและขอให้ท่านรับเป็นเจ้าอาวาส มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ขณะที่หลวงพ่อท่านอยู่ในสมาธิ ท่านได้มองเห็นด้วยญาณว่าพื้นที่แถวนี้เคยเป็นเมืองซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน และมีผู้ฝังสมบัติของมีค่าไว้ และต้องการให้นำสมบัติใต้ผืนดินนี้ไปสร้างบุญสร้างกุศลต่อไป หลวงพ่อจึงได้นำสมบัติดังกล่าวขึ้นมาและนำมาใช้ในการสร้างวัดแห่งนี้ ซึ่งหลวงพ่อได้ให้ชื่อว่า “วัดปทุมคงคา” หรือก็คือ “วัดพะเนียงแตก” นั่นเอง

หลังจากหลวงพ่อทามาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดพะเนียงแตก ได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมมาก และสร้างเสนาสนะอีกหลายหลังขึ้นภายในบริเวณวัด นอกจากนี้ท่านยังได้บูรณะวัดอีก 3 แห่ง คือวัดบางหลวง วัดดอนเตาอิฐ และวัดสองห้อง อีกด้วย

หลวงพ่อทาเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง ได้รับการยกย่องว่าเป็นครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในทางวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างสูง มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั้งพระสงฆ์และประชาชนทั่วไป ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ได้แก่ หลวงปู่วงษ์ พรหมสโร วัดทุ่งผักกูด หลวงพ่อแช่ม อินทโชโต วัดตาก้อง และหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม เป็นต้น

ชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือจนความทราบไปถึงล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้นิมนต์ท่านไปเข้าเฝ้า และร่วมในการพระราชพิธี ดังปรากฎในหลักฐานทางภาพถ่ายชิ้นหนึ่ง ซึ่งระบุว่าถ่ายไว้เมื่อ ร.ศ. 127 หรือ พ.ศ. 2452 ซึ่งตรงกับช่วงปลายรัชสมัยล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 ในภาพปรากฎพัดยศพุดตาลปักลายใบเทศรักร้อยอยู่ทางด้านขวาของท่าน แสดงถึงตำแหน่งที่พระครูชั้นสัญญาบัตร และพัดรองการพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อยู่ทางด้านซ้าย อนึ่งในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้มีตำแหน่งพระเถระรักษาองค์พระปฐมเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ ซึ่งหลวงพ่อทาเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูอุตรการบดี” มีหน้าที่อภิบาลองค์พระปฐมเจดีย์ทางทิศอุดร และต่อมาท่านยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่อุปสมบทให้ลูกหลานตำบลต่างๆในละแวกใกล้เคียงอีกด้วย

หลวงพ่อทาได้สร้างคุณูปการมากมายให้แก่พระพุทธศาสนา ทั้งยังอบรมลูกศิษย์ลูกหาให้อยู่ในศีลธรรมอันดี มีวินัย รวมไปถึงปราบปรามนักเลงหัวไม้โจรผู้ร้ายในละแวกใกล้เคียง เนื่องจากหลวงพ่อได้ชื่อว่าเป็นพระที่ดุ และน่าเกรงขามมาก เล่ากันว่าในเวลาที่วัดพะเนียงแตกมีงาน ไม่มีเหตุทะเลาะวิวาท ฉกชิงวิ่งราวเลย เพราะหลวงพ่อท่านคอยตรวจตราและลงโทษผู้ที่ทำความผิดด้วยตัวเอง จึงมีคนขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อเสือ” ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น หลวงพ่อทา ละสังขารอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อ พ.ศ. 2462 รวมสิริอายุได้ 96 ปี พรรษาที่ 76 หลังจากที่ท่านละสังขารไปแล้วคณะกรรมการวัดและชาวบ้านใกล้เคียงจึงพร้อมใจกันสร้างรูปหล่อของหลวงพ่อไว้ประดิษฐาน ณ วัดพะเนียงแตก เพื่อให้สาธุชนได้มีโอกาสกราบไหว้ท่านจนถึงปัจจุบันนี้.