หลวงพ่อสุด วัดกาหลง

หลวงพ่อสุด สิริธโร วัดกาหลง จ.สมุทรสาคร เกจิอาจารย์ชื่อดังซึ่งเป็นที่นับถืออย่างมากของชาวสมุทรสาคร และยังเล่ากันว่าท่านเป็นเกจิอาจารย์ที่  ‘ตี๋ใหญ่’ มหาโจรชื่อก้องในอดีต ให้ความนับถือ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2445 ตรงกับ วันพุธ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ณ บ้านค้อใหญ่ ต.คำไฮ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด มีพี่น้อง 3 คน ท่านเข้ารับการบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ 16 ปี ที่วัดกลางพนมไพร อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด โดยมีพระครูเม้า เป็นพระอุปปัชฌาย์ เมื่อบวชได้ระยะหนึ่งแล้วท่านจึงเดินทางมายังกรุงเทพฯเพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรมเพิ่มเติม แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าท่านรับการอุปสมบทเป็นพระ ณ วัดใด ทราบเพียงว่าท่านสอบได้นักธรรมเอก ที่ สำนักวัดกาหลง เมื่อท่านอายุได้ 36 ปี ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกาหลง เมื่อพ.ศ. 2478 และมีตำแหน่งทางปกครองสงฆ์เป็นเจ้าคณะหมวดและเจ้าคณะตำบลในเวลาต่อมา โดยท่านได้รับสมณศักดิ์สูงสุดที่ พระครูสมุทรธรรมสุนทร พระครูสัญญบัตรชั้นเอก เมื่อ พ.ศ. 2517 หลวงพ่อสุดได้รับการถ่ายทอดวิชาต่างๆจากพระอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่เม้า วัดกลางพนมไพร หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ หลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม เป็นต้น วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงมากของท่าน คือยันต์ตะกร้อซึ่งมีประสบการณ์ขึ้นชื่อในทางคงกระพันชาตรี จวบจน พ.ศ. 2521 หลวงพ่อสุด ในวัย 76 ปี เริ่มมีอาการเจ็บป่วยเนื่องด้วยท่านเริ่มชราภาพมากแล้ว ในที่สุดท่านได้ละสังขารมรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2526 สิริรมอายุได้ 81 ปี 3 เดือน 8 วัน
เป็นที่น่าแปลกใจว่า หนังสือพิมพ์ได้มีการลงข่าวเกี่ยวกับงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อว่า สังขารของหลวงพ่อไม่ไหม้ไฟ โดยก่อนหน้าวันงานพระลูกศิษย์รูปหนึ่งฝันว่าหลวงพ่อมาบอกว่าไม่มีใครเผาท่านได้นอกจากตัวท่านเอง โดยท่านบอกให้พระลูกศิษย์รูปนั้นนำดอกไม้จันทร์มาขอขมาและให้พระลูกศิษย์จับมือท่านไว้แล้วจึงจุดไฟเผา ต่อมาเมื่อถึงวันพระราชทานเพลิงศพจริงๆ ขณะที่ประธานในพิธีกำลังจุดไฟก็ปรากฎว่าดอกไม้จันทร์ที่ติดไฟนั้นก็ดับไปเฉยๆ ต่อเมื่อทำตามที่หลวงพ่อสั่งไว้จึงสามารถเผาได้ แต่สังขารของหลวงพ่อก็ใช้เวลาเผานานกว่าศพของคนทั่วไปมากและเมื่อเผาเสร็จแล้วอัฐิหรือกระดูกของท่านก็ยังสมบูรณ์มากอีกด้วย ทำให้ศานุศิษย์ต่างพากันเลื่อมใสและมั่นใจว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านสำเร็จวิชาคงกระพันชาตรีแล้วนั่นเอง  (ข้อมูล: วิกิพีเดีย)

จากประวัติของหลวงพ่อเต๋ได้กล่าวถึง หลวงลุงแดง วัดกาหลง จ.สมุทรสาคร เกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้น ซึ่งนอกจากจะเป็นลุงแท้ๆของหลวงพ่อเต๋แล้ว ยังเป็นบุคคลสำคัญซึ่งอบรมสั่งสอนหลวงพ่อเต๋ตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเมื่อครั้งที่หลวงลุงแดงได้กลับมาเยี่ยมญาติโยมที่ตำบลสามง่าม ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับ ท่านได้ชวนให้หลวงพ่อเต๋ ซึ่งขณะนั้นอายุได้ประมาณ 7 ขวบ ไปอยู่กับท่านที่วัดกาหลงเพื่อศึกษาเล่าเรียน ซึ่งหลวงพ่อเต๋ก็ได้อยู่ที่วัดกาหลงกับหลวงลุงแดงถึง 3 ปี จนกระทั่ง พ.ศ. 2444 หลวงลุงแดงจึงพาหลวงพ่อเต๋กลับมาที่ตำบลสามง่าม และได้สร้างวัดวัดแห่งหนึ่ง (วัดดอนตูมในปัจจุบัน) ต่อมาในปี พ.ศ.2447 จึงได้ย้ายวัดมาตั้งอยู่บริเวณที่เป็นวัดสามง่ามในปัจจุบัน พอหลวงพ่อเต๋อายุได้ 15 ปีก็เข้ารับการบรรพชาเป็นสามเณร คอยติดตามรับใช้ปรนนิบัติหลวงลุงแดง และอายุครบบวชก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยถือฤกษ์บวชในวันตัดลูกนิมิตโบสถ์วัดสามง่าม (ปัจจุบันคือโบสถ์หลังเก่า) โดยมีพระครูอุตรการบดี (หลวงพ่อทา วัดเพนียงแตก) เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาในปีเดียวกันนั้นเอง หลวงลุงแดงได้อาพาธหนัก จึงย้ายกลับไปรักษาตัวที่วัดกาหลง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของญาติโยม แต่กลับไปได้ไม่นานหลวงลุงแดงก็มรณภาพลง ตรงกับ พ.ศ.2455 โดยอัฐิของท่านก็บรรจุอยู่ที่วัดกาหลงนั่นเอง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหลวงพ่อเต๋มีความผูกพันกับวัดกาหลงเป็นอย่างมาก เมื่อมีโอกาสท่านจึงแวะเวียนไปที่วัดกาหลงอยู่เสมอ จนได้รู้จักมักคุ้นกับหลวงพ่อสุด เจ้าอาวาสวัดกาหลง ซึ่งมีอายุน้อยกว่าหลวงพ่อเต๋ 11 ปี นอกจากนี้เนื่องจากท่านทั้งสองเป็นเกจิดังแห่งยุคนั้น เมื่อมีพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ครั้งใดก็จะมีชื่อหลวงพ่อเต๋ และหลวงพ่อสุดร่วมปลุกเสกด้วยเสมอ ทำให้ท่านได้พบปะกันตามพิธีต่างๆอีกด้วย ข้อมูลจากคนรุ่นเก่าๆหลายคนยืนยันตรงกันว่าหลวงพ่อเต๋และหลวงพ่อสุดไปมาหาสู่และแลกเปลี่ยนวิชากันอยู่บ่อยครั้ง เช่น เมื่อวัดกาหลงมีงานวัดงานบุญ หลวงพ่อเต๋รู้ข่าวท่านก็จะรีบทำตะกรุดยันต์แดงสามห่วง และตะกรุดโทนเนื้อทองแดง (ประมาณปี พ.ศ. 2510) ส่งไปช่วยงาน รวมๆแล้วน่าจะเป็นหลักร้อย ส่วนหลวงพ่อสุด ท่านก็จะส่งกะปิ น้ำปลา เกลือ อาหารทะเลตากแห้ง กลับมาให้เสมอ หรือเวลาวัดสามง่ามมีงาน หลวงพ่อสุดท่านก็จะเหมารถสองแถวจากสมุทรสาคร นำอาหารทะเลสดๆมาให้ไม่ได้ขาด

อย่างไรก็ดี ในประเด็นที่เกี่ยวกับตะกรุดโทนเนื้อทองแดง ยังมีข้อที่น่าสงสัยอยู่หลายประการเนื่องจากปัจจุบันไม่เคยมีใครพบเห็น ไม่มีใครทราบว่าหลวงพ่อสุดให้บูชาออกจากวัดเมื่อใด และใช้ชื่อว่าอะไร มีการสันนิษฐานกันว่าตะกรุดที่ตี๋ใหญ่ได้มาจากวัดกาหลงและใช้สร้างตำนานการหายตัวได้หรือยิงไม่เข้าจนดังไปทั่วนั้น นอกจากตะกรุดยันต์แดงที่ตี๋ใหญ่ห้อยติดตัวแล้วอาจจะยังมีตะกรุดโทนเนื้อทองแดงที่หลวงพ่อเต๋เสกและส่งไปช่วยงานวัดกาหลงด้วย เนื่องจากเรื่องของตี๋ใหญ่ไปคล้ายกับเรื่องราวของเสือเรียง จอมโจรห้านัด ที่หลวงพ่อเต๋บอกว่าหายตัวได้จริง และเสือผาดที่ใช้ตะกรุดพระเจ้าห้าพระองค์ของหลวงพ่อเต๋ติดตัว จนเล่ากันว่าตำรวจในยุคนั้นต้องมาขอให้หลวงพ่อเต๋หยุดสร้างตะกรุด เพราะเมื่อถึงคราวคับขันที่จะเข้าจับ โจรเหล่านี้ก็จะหนีรอดไปได้แทบทุกครั้ง

Facebook Comment

Leave a Reply